วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559






ผักชีฝรั่ง
คุณค่าทางโภชนาการ
                อุดมไปด้วยเส้นใย แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซียม ไอโอดีน วิตามินบี วิตามินซี และคลอโรฟิลล์


สรรพคุณทางยา



            ผักชีฝรั่งสามารถใช้ใบและลำต้นมาช่วยรักษาอาการต่างๆได้

           ใบอ่อน ใช้เป็นยาแก้ท้องอืด และดับกลิ่นปาก
           ใบ นำมาทำเป็นชาต้มกับน้ำดื่มจะช่วยรักษาสมดุลทางอารมณ์
         ลำต้น หากนำมาต้มกับน้ำจะมีฤทธิ์แก้ไข้มาลาเรีย และใช้เป็นยาถ่าย หากนำมาตำจะใช้พอกแก้พิษสัตว์ หรือตำผสมน้ำมันงาแล้วนำไปหมกไฟเอามาประคบจะช่วยแก้ปวดเมื่อย


การเตรียมดินแปลงปลูก

                ขุดดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ตากดินไว้ 5-7 วัน เก็บเศษหินและกำจัดวัชพืช พรวนดินให้ร่วนซุย พร้อมใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ยกแปลงสูงประมาณ 20-25 เซนติเมตร กว้าง 1.5 เมตร ความยาวแล้วแต่ขนาดของพื้นที่ว่าง ปรับหน้าดินให้เรียบ ทำโครงติดตาข่ายพรางแสง 60-80 %



การปลูก
1. การปลูกลงแปลง : รดน้ำให้ทั่วแปลง นำเมล็ดผักชีฝรั่งที่ผ่านการแช่น้ำ 2-3 ชั่วโมง มาหว่านลงบนแปลง จากนั้นกลบด้วยดินละเอียดบางๆ ช่วงแรกให้น้ำวันละ 3-5 ครั้ง ระวังอย่าให้น้ำขัง เมื่อผักชีฝรั่งอายุได้ 30-35 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 แล้วใส่ซ้ำทุก 15 วัน โดยอาจสลับกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก
2. การปลูกลงแปลงกระถาง : เตรียมดินที่ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักและกำจัดวัชพืชแล้วมาใส่กระถางยกสูง 20 เซนติเมตร ขุดหลุมลึก 5 เซนติเมตร นำต้นพันธุ์ที่ได้จากการแยกกอมาปลูกลงหลุม กลบดินแล้วรดน้ำให้ชุ่มเมื่อต้นแข็งแรงขึ้นจึงใส่ปุ๋ยคอกและพรวนดินซ้ำ




การดูแลรักษา
                ให้น้ำสม่ำเสมอ เช้า-เย็น ช่วยพรางแสงด้วยตาข่ายพรางแสง 60-80% หรือใช้ทางมะพร้าวแทนได้ ระยะนี้ควรเด็ดช่อดอกออกและคอยกำจัดวัชพืช เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี เมื่อมีอายุ 120 วันจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ ก่อนถอนให้รดน้ำจนดินชุ่มหรือจะใช้วิธีตัดเฉพาะใบให้เหลือลำต้นไว้ ก็สามารถเจริญเติบโตและเก็บเกี่ยวได้อีก 




วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559




ผักชี 


          ผักชีชอบดินร่วนซุยระบายน้ำ และอากาศได้ดี มีความชื้นพอสมควร ปลูกได้ตลอดปีโดยเฉพาะฤดูหนาว พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ พันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ก้านเขียว และพันธุ์ก้านแดง



คุณค่าทางโภชนาการ




         "ใบสด "   ประกอบด้วย โปรตีน เส้นใย ฟอสฟอรัส เบต้าเคโรทีน

         "ลูกผักชี"  ประกอบด้วย สารไลนาโลออลมีสารสำคัญชื่อโคริแอนดรอล มีเทนนิน แคลเซียมออกซาเลต และเอสโตเจน











สรรพคุณทางยา



- แก้บิด ถ่ายเป็นเลือด




- แก้ริดสีดวงทวาร มีเลือดออก




- แก้ท้องอึด ท้องเฟ้อ




- แก้ปวดฟัน ปากเจ็บ











การเตรียมดินแปลงปลูก




          แช่เมล็ดไว้ในน้ำ 1 คืน นำเมล็ดขึ้นจากน้ำ เนื่องจากเมล็ดมีขนาดเล็ก จึงควรคลุกกับทรายขนาดส่วนเท่าๆ กัน เพื่อความสะดวกในการหว่าน เพื่อไม่ให้เมล็ดแน่นเกินไป โดยโรยบางๆ บนดินในแปลงหรือกระถางที่เตรียมไว้ก่อนโรยควรรดน้ำให้ดินชุ่ม เมื่อโรยเสร็จแล้ว ใช้ดินผสมปุ๋ยโรยทับบางๆ ประมาณ ½ เซนติเมตร แล้วคลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง รดน้ำให้ชุ่ม





การปลูก


1. การปลูกลงแปลงปลูก : ผักชีมีรากตื้น จึงขุดดินลึกเพียง 15-20 เซนติเมตร ย่อยดินให้ละเอียด ตากแดดไว้ประมาณ 5 วัน แล้วคลุกด้วยปุ๋ยคอก 1 กิโลกรัมต่อ 1 ตารางเมตร


2. การปลูกลงกระถาง : เตรียมดินคลุกเคล้าด้วยปุ๋ยหมักชีวภาพใส่กระถาง











การดูแลรักษา
  • ให้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) ประมาณ 15-30 กรัม ผสมน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นในแปลงให้ทั่วเพื่อการเจริญเติบโต

  • รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ระวังอย่าให้น้ำขัง

  • ระวังโรคเน่าที่ใบและโคนต้น และโรคใบไหม้




          เมื่อผักชีมีอายุ 30-45 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้โดยการลดน้ำในแปลงให้ชุ่ม แล้วถอนทั้งต้นและรากขึ้นมาอย่าให้ขาด นำไปล้างน้ำ ตกแต่งด้วยการเด็ดใบที่มีสีเหลือง และใบเสียทิ้ง แล้วเอาไปวางพึ่งลมก่อนบรรจุ 



    พืชจะมีความสมบูรณ์ แข็งแรงดี


มะเขือเทศสีดา



                ปลูกได้ตลอดปี แต่ให้ลูกดกในฤดูหนาว ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 70-90 วัน




คุณค่าทางโภชนาการ  

            

                 มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันกระดูกพรุน บำรุงผิวพรรณ นอกจากนั้นยังมีสารไลโคปีนที่ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย








สรรพคุณทางยา



                สามารถใช้ใบ ราก และผลมาช่วยรักษาอาการต่างๆได้



                ใบสด นำมาตำคั้นเอาน้ำ ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ นอกจากนั้นยังใช้เป็นยาช่วยให้เจริญอาหาร ทั้งยังช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ลำไส้ และไตอีกด้วย



                รากสด นำมาต้มเอาน้ำกลั้วปากใช้แก้ปวดฟัน หรือนำน้ำที่ต้มมาใช้ล้างบาดแผลได้



                ผลสุก ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ หากคั้นเอาน้ำมาดื่มจะช่วยแก้กระหาย




การเตรียมดินแปลงปลูก



                ขุดไถดินลึก 25-30 เซนติเมตร ตากทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักและทราย ไถพรวนให้กับดิน กำจัดวัชพืชและเศษหิน ยกแปลงให้สูงขึ้น ความกว้างประมาณ 1 เมตร ความยาวแล้วแต่ขนาดของพื้นที่ เกลี่ยหน้าดินให้เรียบ



เร่งให้พืชโตไว ลูกดก น้ำหนักดี


การปลูก


1.             การปลูกลงแปลง : โรยเมล็ดลงร่องหรือหลุมเล็กๆให้ห่างกันหลุมละ 5-7 เซนติเมตร จากนั้นกลบด้วยแกลบหรือทรายบางๆ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม อาจหาฟางหรือหญ้าแห้งมาปิดหน้าดินเพื่อรักษาความชุ่มชื่น เมื่อเมล็ดเริ่มงอกให้ใช้สารกันราผสมกับน้ำรด 1 ครั้ง จนเมื่อมะเขือเทศอายุ 15 วัน หรือมีใบจริง 2-4 ใบให้ถอนแยกปลูกเพื่อป้องกันการแย่งน้ำและอาหาร เว้นระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร และเว้นระยะระหว่างแถว 70 เซนติเมตร จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกบำรุงอีกครั้งหนึ่ง



2.             การปลูกลงกระถาง : เตรียมดินผสมทรายและปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักใส่กระถางให้สูง 30 เซนติเมตร จากนั้นทำหลุมเล็กๆ โรยเมล็ดมะเขือเทศ 3-5 เมล็ดลงในหลุม นำทรายหรือดินละเอียดมากลบ ปิดทับด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง ก่อนรดน้ำให้ชุ่ม เมื่อเล็ดงอกจนมีใบจริง 2-4 ใบ ให้ถอนแยกกล้าเหลือเพียงหลุมละ 2 ต้น 





การดูแลรักษา



                มะเขือเทศต้องการน้ำสม่ำเสมอ ตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงเริ่มแก่ เพียงแต่ในแต่ละช่วงจะต้องการน้ำในปริมาณไม่เท่ากัน คือเมื่อเป็นต้นกล้าต้องรดน้ำให้ชุ่มเช้า-เย็น แต่เมื่อต้นกล้าตั้งตัวแล้วให้ลดการให้น้ำลงเหลือเพียงวันละครั้ง และเมื่อเริ่มปลูกจนกว่าต้นกล้าจะแข็งแรงควรมีตาข่ายป้องกันแสงแดด โดยเปิดให้รับแสงในช่วงเช้าจนถึง 9 โมงเช้า และเปิดรับแสงอีกครั้งตอน 4 โมงเย็นเป็นต้นไป



                เมื่อผลมะเขือเทศเริ่มแก่ (สังเกตว่าผลเริ่มเปลี่ยนสี) ให้ลดปริมาณการให้น้ำลงอีกหน่อยเพื่อป้องกันผลแตก



                สำหรับพันธุ์เลื้อยควรทำค้างให้มะเขือเทศด้วย โดยทำค้างเมื่อต้นเริ่มเลื้อยโดยปักค้างไม้ไผ่ล้อมหลุม เอนปลายเข้าหากันแล้วผูกเป็นกระโจม วางไม้พาดตามแนวขวางกระโจม 2-3 ช่วง เริ่มตัดแต่งกิ่งให้เหลือเพียง 1-2 กิ่ง ต่อต้น



                การใส่ปุ๋ยครั้งแรกอาจใส่ในช่วงที่แยกปลูก ครั้งที่สองให้ใส่ถัดมาอีก 15 วันหลังจากนั้นอีก 3 อาทิตย์ค่อยใส่ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง



                การเก็บเกี่ยวสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 70-90 วัน (แล้วแต่สายพันธุ์) และสามารถเก็บเกี่ยวได้จนถึงอายุ 4-5 เดือน







ถั่วพู

สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ระยะเวลาปลูกและการเก็บเกี่ยวประมาณ 60-70 วัน



คุณค่าทางโภชนาการ 

ถั่วพูอุดมไปด้วยโปรตีน และวิตามิน รวมทั้งมีกากใยมาก ช่วยในเรื่องการขับถ่าย










สรรพคุณทางยา 

ถั่วพูช่วยเพิ่มกำลังวังชา แก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงร่างกาย แก้ปวดเมื่อย 

"หัว" นำมาตากแห้งแล้วคั่วให้เหลืองใช้ชงกับน้ำดื่มแก้อาการอ่อนเพลีย

"ฝักอ่อน" ใช้บำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลีย บรรเทาอาการปวด เมื่อย แก้ตัวร้อน ลดไข้

"ใบ" แก้อาเจียน

"เมล็ด" ต้มสุขบดละเอียดผสมกับน้ำดื่มก่อนอาหาร 3 เวลา









การปลูก

          ปรับหน้าดินให้เรียบ พร้อมร่อง เป็นแปลงกว้าง 1 เมตร เมล็ด ถั่วพูมีความแข็งแรง จึงต้องนำไปแช่น้ำอุ่นก่อน และนำผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ มาห่อเมล็ด วางไว้ในบริเวณที่มีความชื้นหรือในห้องน้ำ ก่อนปลูก
          1. การปลูกลงแปลง หยอดเมล็ดลงหลุมลึก 2 เซนติเมตร หลุมละ 5 เมล็ด เว้นระยะระหว่างหลุม 60 ซม. แล้วเว้นระยะระหว่างแถว 100 ซม. กลบด้วยดินบาง ๆ แล้วคลุมทับด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่ม เมื่อเมล็ดงอกประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ให้ถอนแยกจนเหลือหลุดละ 2 ต้น หลังจากนั้นให้ทำค้างเตรียมไว้สำหรับการเจริญเติบโตของเถาถั่วพู โดยใช้ไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ยาว 2 เมตร ปักตรงหลุม หลุมละ 1 หลัก หรือจะใช้ไม้ปักซ้าย – ขวาตรงร่องแปลงใกล้ ๆ หลุมแล้วรวมปลายเป็นคู่ ๆ ก็ได้
           2. การปลูกในกระถาง กระถางต้องมีขนาดใหญ่ นำดินที่ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก มาใส่ลงในการถาง นำไม้มากดให้ดินเป็นหลุมเพื่อโรยเมล็ดพันธุ์ ลงประมาณ 5 เมล็ด แล้วจึงนำดินกลบหน้าหลุม พร้อมโดยโรยปุ๋ยบาง ๆ อีกครั้ง รดน้ำให้ชุ่ม รอจนเมล็ดเริ่มงอก ให้ถอนจนเหลือต้นที่สมบูรณ์เพียง 2 ต้น แล้วจึงทำค้างไม้ให้ถั่วพูเลื้อย
 

    เร่งให้ผลโตเร็ว  ผลผลิตคุณภาพดี...

การดูแลรักษา
             รดน้ำสม่ำเสมอ เช้า – เย็น อย่าให้ดินแห้ง หมั่นถอนหญ้าหรือวัชพืชเพื่อป้องกันการแย่งน้ำและปุ๋ย แล้วเป็นการทำลายที่อยู่อาศัยแมลงที่จะกัดกินยอดอ่อนของต้นถั่วพู
             เมื่อปลูกได้ประมาณ 30 วัน ให้เริ่มใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 หรือ สูตร 15-15-15 หากใส่ปุ๋ยชีวภาพและใช้ยาสมุนไพรฆ่าแมลง สามารถทำได้ทุกๆ 7 วัน
             เมื่ออายุประมาณ 60 – 70 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยการเก็บฝักอ่อนในตอนเช้าหรือเย็น ระวังไม่ให้กลีบช้ำ การเก็บเกี่ยวสามารถทำได้ทุก ๆ 3-4 วัน







วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559

หัวไชเท้า




หัวไชเท้า
คุณค่าทางโภชนาการ
                หัวไชเท้าหรือหัวผักกาดมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ปริมาณ 100 กรัม ให้โปรตีน 1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3.6 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม วิตามินเอ 10 ไอ.ยู และพลังงาน 17 แคลอรี่



สรรพคุณทางยา
                ราก รสชุ่ม เย็น ละลายเสมหะ แก้พิษ ท้องอืดแน่นเนื่องจากกินมากเกิน มีเสมหะมาก ไม่มีเสียง อาเจียนเป็นเลือด กระอักเลือด กระหายน้ำ บิด และปวดหัวข้างเดียว ถ้าทำให้สุก ใช้เป็นยาระบาย สมานลำไส้ บำรุงม้าม ขับเสมหะ เรียกน้ำลาย แก้คัน และบำรุงเลือด

                เมล็ด เมล็ดคั่วแล้วมีรสเผ็ด ชุ่ม ใช้เป็นยาระบาย ระงับอาการหอบ ช่วยย่อยอาหาร ขับเสมหะ แก้ไอ หอบ มีเสมหะมาก ท้องอืดแน่น บิด และแก้บวม

                ใบ หรือทั้งต้น รสเผ็ด ขม ทำให้เจริญอาหาร แก้ท้องเฟ้อเรอเปรี้ยว ท้องอืดแน่น อาหารไม่ย่อย บิด ท้องร่วง  เจ็บคอ ต่อมน้ำนมบวม และน้ำนมคั่ง

                ใบสด คั้นเอาน้ำทา แก้ผิวหนังเป็นผื่นคันมีนำเหลือง




การเตรียมดินแปลงปลูก

                ปลูกได้ดีทั้งในดินร่วนปนทราย ซึ่งมีความชื้นในดินสูงพอควร และได้รับแสงแดดตลอดวัน  ปลูกได้ผลดีที่สุด ในช่วงเดือนตุลาคม-เดือนมกราคม

                เตรียมการปลูกโดยขุดดินให้ลึกตั้งแต่ 10-12 นิ้วขึ้นไป และตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน ก่อนปลูกใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว อัตรา 1500-2000 กิโลกรัมต่อไร่  เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดินกรณีดินเป็นกรด ควรใส่ปูนเพื่อปรับระดับ PH ของดินให้พอเหมาะกับหัวไชเท้า จากนั้นจึงยกแปลงกว้างประมาณ  1-1.5 เมตร ยาวแล้วแต่พื้นที่ และความสะดวกในการปฏิบัติงาน ใส่ปุ๋ยเคมีตามอัตราส่วนที่แนะนำ พรวนดินหรือย่อยดินชั้นผิวหนัง เพื่อกลบปุ๋ยรองพื้นและให้ดินผิวหน้ามีขนาดเล็กโดยการขุดดินให้มีความร่วนซุยและลึกประมาณ 1 ฟุต และไถพรวนผสมปุ๋ยหมักชีวภาพกับดินในแปลง 2 กิโลกรัมต่อ 1 ตารางเมตร ผสมแกลบดำ 1 ถุงปุ๋ย ดินไม่ควรมีกรวด หิน รากไม้ เศษไม้ เพราะทำให้หัวไชเท้าคดงอ
    ใช้แล้วพืชมีความสมบูรณ์ แข็งแรงดี


การปลูก

                 1. โรยเป็นแถว โดยการเจาะร่องตามความยาวของแปลง จำนวน 3 แถวต่อแปลง ระยะห่างเท่ากับ 30-45 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร โรยเมล็ดตามร่อง กลบด้วยขี้เถ้าแกลบ หรือผสมที่ละเอียด คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งรดน้ำให้ชุ่ม

                 2. หยอดหลุม โดยการเจาะหลุมปลูกระยะระหว่างต้น 20-30 เซนติเมตร และระหว่างแถว 30-45 เซนติเมตร จำนวน 3 แถวต่อแปลง หยอดเมล็ด 3-5 เมล็ดต่อหลุม กลบด้วยขี้เถ้าแกลบ หรือดินผสมละเอียด คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งรดน้ำให้ชุ่ม

                หลังจากปลูกได้ 7-10 วัน หรือต้นกล้าเริ่มงอกมีใบจริง 2-3 ใบ ควรถอนแยกบ้างโดยถอนต้นที่อ่อนแอเป็นโรคหรือถูกแมลงทำลายทิ้ง

                กรณีปลุกแบบโรยเป็นแถวควรถอนแยกและจัดระยะห่างระหว่างต้น 20-30 เซนติเมตร

                ส่วนการปลูกแบบหยอดหลุมถอนให้เหลือหลุมละ 1 ต้น


การดูแลรักษา

                การให้ปุ๋ย ปุ๋ยที่แนะนำให้ใช้กับหัวไชเท้านั้น นอกจากจะให้ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว อัตรา 1500-2000 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแระใส่ก่อนปลูกปริมาณครึ่งหนึ่ง ครั้งที่สองหลังปลูก 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยยแอมโมเนียมซัลเฟท (21-0-0) อัตรา 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ และเมื่อมีอายุ 20-25 วัน โดยโรยข้างแถวและพรวนดินกลบลงไป

                การพรวนดินและกำจัดวัชพืช ควรกระทำพร้อมๆกับการใส่ปุ๋ยทั้ง 2 ครั้งดังกล่าวคือ หลังปลูก 7-10 และ 20-25 วัน หลังปลูก ควรกระทำด้วยความระมัดระวัง เพราะถ้ารากกระทบกระเทือนมากเกินไปจะทำให้หัวไชเท้าไม่ลงหัว